วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การแนะนำให้รู้จักกัน (Introductions)

การแนะนำให้รู้จักกัน (Introductions)

การแนะนำให้บุคคลรู้จักกันถือเป็นมารยาทที่ดีทางสังคม และควรถือปฏิบัติให้ถูกต้องตามกาลเทศะ และที่สำคัญคือ ไม่ควรมองข้ามกฎเกณฑ์เล็ก ๆ น้อย ๆ อันจะทำให้ภาพพจน์ที่ดีของเราเสียหายด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ในการแนะนำให้คนทั้งสองรู้จักกันนั้น เราควรเอ่ยชื่อ คนที่เป็นผู้ใหญ่ หรือมีตำแหน่งสูงกว่าก่อน แต่ถ้าเป็นหญิงกับชายที่มีคุณสมบัติเท่าเทียมกัน เราควรให้เกียรติแก่สุภาพสตรีก่อน และการแนะนำกันนั้น ก็มีหลายรูปแบบ เช่น

(1) Mr. Vichai, may I introduce Mr.Bancha. (มิสเตอร์วิชัย เมย์ ไอ อินโทรดิวส มิสเตอร์บัญชา) = คุณวิชัยครับ ผมขอแนะนำให้รู้จักกับคุณบัญชา

(2) Miss Amphai, let me introduce Mr.Prasit. (มิสอำไพ เล็ท มี อินโทรดิวส มิสเตอร์ประสิทธิ์)

= คุณอำไพครับ ผมขอแนะนำให้รู้จักกับคุณประสิทธิ์ครับ

(3) Miss Amphai, I’d like you to meet Mr.Thanapol. (มิสอำไพ ไอด ไลค ยู ทู มีท มิสเตอร์ธนพล) = คุณอำไพครับ ผมอยากแนะนำให้รู้จักกับคุณธนพลครับ

(4) Miss Amphai, this is Mr.Thanapol. (มิสอำไพ ธิส อีส มิสเตอร์ ธนพล)

= คุณอำไพครับ นี่คือคุณธนพลครับ

อนึ่งเมื่อมีการแนะนำให้บุคคลทั้งสองรู้จักกัน แล้วผู้แนะนำก็จะกล่าวต่อไปว่า ผู้ที่เขาแนะนำนี้เป็นใคร ทำอะไรอยู่ที่ไหน เหล่านี้ เป็นต้น เช่น

Mrs Ladda, let me introduce Mr.Roger Aslin, an old friend of mine. Mrs.Ladda is the Managing Director of my company.

(มิสซิซ ลัดดา เล็ท มี อินโทรดิวส มิสเตอร์ โรเจอร์ แอสลิน แอน โอลดเฟร็นด ออฟ ไมน มิสซิซ ลัดดา อีส เธอะ แม็นนิจจิ้ง ไดเร็คเตอร์ ออฟ มาย คัมพึนิ)

คุณลัดดาครับ ผมขอแนะนำให้รู้จักคุณโรเจอร์ แอสลิน ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของผมเองครับ คุณลัดดาเป็นกรรมการผู้จัดการของผมเอง (บริษัทที่ผมทำงานอยู่)

หลังจากที่ได้รับการแนะนำให้รู้จักกันแล้วทั้งสองฝ่ายก็จะจับมือกันพร้อมทั้งทักทายกันว่า

How do you do? (ฮาว ดู ยู ดู) = สวัสดีครับ / สวัสดีค่ะ

อีกฝ่ายหนึ่งก็จะกล่าวตอบว่า How do you do? เช่นเดียวกัน แต่อย่าตอบว่า Fine thank you. เด็ดขาด เพราะประโยคว่า Fine, thank you. ใช้ตอบในกรณีที่เขาทักทายเราว่า How are you? เท่านั้น ห้ามใช้ผิดเป็นอันขาด

เมื่อทักทายกันว่า How are you? แล้วก็อาจจะมีการพูดเพิ่มเติมอีกว่า

(1) I’m glad to meet you. (ไอม แกลด ทู มีท ยู)

= ผมดีใจที่ได้พบคุณครับ

(2) Glad to know you. (แกลด ทู โนว์ ยู)

= ดีใจที่ได้รู้จักคุณครับ

(3) Mr. Thanapol often mentions you to me. (มิสเตอร์ธนพล ออฟึน เม็นซึน ยู ทู มี)

= คุณธนพลพูดถึงคุณ ให้ดิฉันฟังอยู่บ่อย ๆ

(4) I’ ve heard a great deal about you from Mr. Thanapol. (ไอฟว เฮิด อะ เกร็ท ดีล อะเบาท ยู ฟร์อม มิสเตอร์ธนพล)

= ดิฉันได้ยินเกี่ยวกับคุณมาจากคุณธนพล

ดูตัวอย่างสนทนาประกอบ

Mr.Thanapol : Mrs.Ladda, let me introduce Mr.Roges Aslin, an old friend of mind.

Mrs.Ladda is the Managing Director of my company.

Mrs.Ladda : How do you do?

Mr.Roger Aslin : How do you do?

Mrs.Ladda : I’ ve heard a great deal about you from Mr.Thanapol.

Mr.Roger Aslin : I’ m glad to meet you. Here is my card.

ในบางกรณีเราก็ต้องแนะนำตัวเอง เช่น ในงานเลี้ยงที่มีแขกเป็นจำนวนมาก เพราะเจ้าภาพงานเลี้ยงอาจไม่สามารถแนะนำได้ทั่วถึงทั้งภายในงาน ได้ ซึ่งเราสามารถพูดได้ดังนี้

(1) Excuse me. My name is Vichai. (อิกสคิ้วส มี มาย เนม อีส วิชัย)

= ขอโทษครับ ผมชื่อวิชัยครับ

(2) Let me introduce myself. My name is…. (เล็ท มี อินโทรดิ้วส มายเซล มาย เนม อีส..) = ผมขออนุญาตแนะนำตนเองครับ ผมชื่อ ......

(3) I don’t think we’ve met. My name is ….. . (ไอ โด้นท ธิง วิฟว เม็ท มาย เนม อีส ...)

= ผมไม่คิดว่าเราจะเคยพบกันมาก่อนนะครับ ผมชื่อ ..........

อนึ่งคำทักทายว่า “How do you do?” นี้ไม่มีคำแปลในภาษาไทยให้ตรงได้ แต่ก็ควรแปลว่า “สวัสดีครับ / สวัสดีค่ะ” ดูจะตรงตามความหมายมากที่สุด และใช้ คำว่า “How do you do?” ดังที่ได้กล่าวมาในข้างต้นให้ถูกต้อง เพื่อเป็นการเริ่มต้นการทักทาย และเป็นการแสดงการให้เกียรติกับผู้ที่ได้ร่วมสนทนาด้วย

จะเห็นว่า ในภาษาอังกฤษ ก็มีกฎเกณฑ์ การทักทาย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีตั้งแต่การเริ่มต้น เจอะเจอกัน จึงเห็นได้ว่า ไม่ได้มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับการทักทาย ในต่างประเทศก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน

วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การทักทาย (Greetings)

การทักทาย (Greetings)

โดยปกติเมื่อคนไทยพบกันจะกล่าวคำว่า “สวัสดี” ซึ่งเป็นคำทักทายตามประเพณีของสังคมไทย แต่ในภาษาอังกฤษการทักทาย จำต้องใช้แตกต่างกันออกไปตามแต่เวลาที่พบปะกัน เช่น

1. Good morning (กุด ม้อนิ่ง)

= สวัสดีตอนเช้า ใช้ตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงวันและใช้กับผู้ใดก็ได้

2. Good afternoon (กุด อัฟเทอะนูน)

= สวัสดีตอนบ่าย ใช้ตั้งแต่หลังเวลาอาหารกลางวัน คือหลังเที่ยงไปจนถึงประมาณ 6 โมงเย็น

3. Good evening (กุด อี๊ฟวนิ่ง)

= สวัสดีตอนค่ำ ใช้ตั้งแต่หลังเวลา 6 โมงเย็นไปแล้วจนถึงเวลากลางคืน

4. Hello (เฮ็ลโล)

= ใช้เฉพาะกับเพื่อนสนิท หรือทักทายแบบไม่เป็นทางการ โดยไม่จำกัดเวลา

5. Hi (ฮาย)

= ใช้กับคนที่เราสนิทมาก โดยไม่จำกัดเวลาเช่นกัน

6. How do you do? (ฮาว ดู ยู ดู)

= คำนี้เป็น คำทักทายเช่นกัน แต่ไม่ค่อยนิยมใช้บ่อยเหมือนคำทักทายต้น ๆ แต่ก็ยังมีใช้ให้ได้ยินอยู่บ่อย และก็ไม่ได้จำกัดเวลาใช้ แต่ก็ไม่ควรนำคำนี้ไปปนกับคำว่า “How are you?” ซึ่งจะอธิบายต่อไปเพราะคำว่า “How do you do?” นี้ เป็นคำทักทาย (Greeting) แต่จะใช้เฉพาะกับคนที่พบหรือรู้จักกันเป็นครั้งแรกเท่านั้น และจะอยู่ในรูปของประโยคคำถามซึ่งไม่ต้องการคำตอบ

อย่างไรก็ตามคำนี้ มีการใช้ผิดอยู่บ่อย ดังนั้นจึงควรจำไว้เลยว่า เมื่อถูกทักทายว่า How do you do? เราก็ต้องกล่าวตอบว่า How do you do? เช่นเดียวกัน ในภาษาอังกฤษหลังจากที่ทักทายกันด้วยคำว่า “สวัสดี” แล้วก็จะถามถึงสุขภาพของอีกฝ่ายหนึ่งทันที และถือเรื่องนี้เป็นสิ่งจำเป็นด้วยและคำที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ

How are you? (ฮ่าว อาร์ ยู) = คุณสบายดีหรือ / คุณเป็นอย่างไรบ้าง

ดูตารางประกอบความเข้าใจ

1. How are you today? (ฮ่าว อาร์ ยู ทูเด้) = คุณสบายดีหรือวันนี้

2. How are you this morning? (ฮ่าว อาร์ ยู ดิส ม้อนิ่ง) = คุณสบายดีหรือเช้านี้

3. How are you this afternoon? (ฮ่าว อาร์ ยู ดิส อัฟเทอะนู่น) = คุณสบายดีหรือบ่ายนี้

4. How are you this evening? (ฮ่าว อาร์ ยู ดิส อิ๊ฟนิ่ง) = คุณสบายดีหรือเย็นนี้

ข้อสังเกต!

คำว่า “How are you?” นี้มีการออกเสียง 2 แบบ คือ

1. ผู้ถามคนแรกจะใช้เน้นหนักที่ are

2. ส่วนผู้ตอบเมื่อจะถามตอบ จะไปเน้นหนักที่ you

หลังจากที่ทักทาย และถามถึงสุขภาพแล้ว ฝ่ายผู้ตอบก็จะต้องตอบในลักษณะนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น

1. Fine, thanks. How are you? (ฟายน แธ้งคส ฮ่าว อาร์ ยู้)

= สบายดี ขอบคุณ แล้วคุณล่ะเป็นอย่างไรบ้าง

2. Very well, thank you, and you? (เวรี่ เวล แธ้งคิ่ว แอนด์ หยู)

= สบายดีมาเลย ขอบคุณแล้วคุณล่ะ

3. Quite well, thank you, and you? (ไคว้ท เวล แธ้ง คิ่ว แอนด์ หยู)

= ก็สบายดี ขอบคุณ แล้วคุณล่ะ

4. I’m fine, thank you, and how are you? (ไอม ฟายน แธ้งคิ่ว แอนด์ หยู)

= ผมสบายดี ขอบคุณ แล้วคุณสบายดีหรือ

5. Just fine, thank you, and you? (จัสท ฟายน แธ้งคิ่ว แอนด์ หยู)

= ก็ค่อนข้างสบายดี ขอบคุณ แล้วคุณล่ะ

6. OK thanks and you? (โอเค แธ้งส แอนด์ หยู)

= สบายดีครับ ขอบคุณ แล้วคุณล่ะ

จะเห็นว่าจากข้อ 1 ถึง ข้อ 6 จะเป็นการตอบทางดี คือตอบตามมรรยาทว่า “สบายดี” แต่ในกรณีที่เราไม่สบายจริง ๆ เช่น เป็นหวัด ปวดหัว หรือปวดฟัน เป็นต้น เราก็อาจจะตอบว่า

7. Not so well, I have a cold. How are you? (น้อท โซ เวล ไอ แฮ็ฟ อะ โคลด ฮ่าว อาร์ ยู้)

= ผมไม่ค่อยสบาย ผมเป็นหวัด แล้วคุณล่ะเป็นอย่างไรบ้าง

8. Not very well, I have a headache. How are you? (น้อท เว้รี่ เวล ไอ แฮ็ฟ อะ เฮ็ดเอ็ค ฮ่าว อาร์ ยู้) = ไม่ค่อยดีเลย ผมปวดหัว แล้วคุณล่ะสบายดีหรือ

ในกรณีที่อีกฝ่ายหนึ่งตอบมาว่า ไม่สบายด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ข้อ 7 และ ข้อ 8 นั้นเราก็ควรจะตอบตามมารยาทว่า

1. I am sorry to hear it. (ไอ แอม ซ้อรี่ ทู เฮียร์ อิท)

= ผมเสียใจที่ได้ทราบเช่นนั้น

2. That’s too bad. (แดทส ทู แบด)

= นั่นเป็นเรื่องแย่มากเลย

3. I hope you feel better. ( ไอ โฮพ ยู ฟีล เบทเทอะ )

= ผมหวังว่าคุณจะรู้สึกดีขึ้น

ในการพูดสนทนานั้น บางครั้งหลังการทักทายกันตามธรรมเนียมแล้ว คู่สนทนาก็มักจะพูดถึง สภาพทั่วไปของ ดิน ฟ้า อากาศ ด้วย เช่น วันนี้อากาศดี ไม่ดี หรือวันนี้อากาศร้อนเกินไป เป็นต้น และข้อความของประโยคเหล่านั้น ก็จะปรากฏในรูปของประโยคคำถาม เช่น

1. Beautiful day, isn’t it? (บิ้วทิฟูล เดย์ อิสซึ่นท อิท)

= วันนี้อากาศดีนะครับ

2. It’ s a wonderful day, isn’t it? (อิทส อะ วันเดอะฟูล เดย์ อิสซึ่นท อิท)

= วันนี้อากาศดีนะครับ

3. Isn’t it a beautiful day? (อิสซึ่นท อิท อะ บิ้วทิฟูล เดย์)

= วันนี้อากาศดีนะครับ

4. Looks like rain, doesn’t it? (ลุคส ไลค เรน ดาสซึ่นท อิท)

= ดูเหมือนฝนจะตกนะครับ

5. Awfully cold, isn’t it? (ออฟุลลี่ โคบด อิสซึ่นท อิท)

= วันนี้อากาศอบอุ่นดีนะครับ

6. Nice and warm today, isn’t it? (ไนส แอนด์ วอร์ม ทูเดย์ อิสซึ่นท อิท)

= วันนี้อากาศอบอุ่นดีนะครับ

7. Lovely day, isn’t it? ( ลัฟลี่ เดย์ อิสซึ่นท อิท)

= วันนี้อากาศดีนะครับ

8. Hot today, isn’t it? (ฮ้อท ทูเดย์ อิสซึ่นท อิท)

= วันนี้ร้อนมากนะครับ

9. Windy today, isn’t it? (วินดี้ ทูเดย์ อิสซึ่นท อิท)

= วันนี้ลมแรงนะครับ

10. Awfully foggy this morning, isn’t it? (ออฟุลลี่ ฟ็อกกิ ดิส ม้อนิ่ง อิสซึ่นท อิท)

= เช้านี้หมอกหนามากเลยนะครับ

คำตอบสำหรับคำทักทายลักษณะนี้ ก็คือ

1. Yes, it is. (เยส อิท อีส) = ครับ

2. Yes, isn’t it? (เยส อิสซึ่นท อิท) = ครับ ก็อย่างนั้นแหละครับ

3. It certainly is. (อิท เซ้อเท่นลี่ อีส) = ก็เช่นนั้นแหละครับ

หรืออาจจะเป็นในลักษณะแบ่งรับแบ่งสู้ เช่น

4. Oh, do you think so? (โอ ดู ยู ธิ้งค โซ) = โอ.. คุณคิดเช่นนั้นหรือครับ

5. Yes. Perhaps. (เยส เพอะแฮ็พส) = ครับ บางทีก็อาจจะเป็นอย่างนั้น

ดูตัวอย่างประกอบคำอธิบายข้างต้น

Thanapol : Good morning, Mr Aslin.

Aslin : Good morning, Khun Thanapol.

Thanapol : How are you this morning?

Aslin : Fine, thanks, and you?

Aslin : Very well, thank you.

Thanapol : Very well, thank you.

Aslin : Nice day, isn’t it?

Thanapol : It certainly is.

ข้อควรจำอีกประหนึ่งก็คือ : การทักทายนี้ยังเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะของบุคคลที่เราทักทายอีกด้วย เช่น

1. เพื่อนหรือคนที่รู้จัก : Good morning, how are you?

2. เพื่อนสนิท : Hello, Roger. How are you?

3. ผู้ที่สูงอายุ และไม่คุ้นเคย : Good morning, Mr Aslin. How are you?

หรือ Good morning, Madam.

4. ครู อาจารย์หรือผู้ที่นับถือ : - Good morning, teacher.

- Good morning, Mr Thomson.

- Good morning, Sir. How are you?

- Good morning, Madam. How are you?

- Good morning, professor. How are you?

5. ถ้าเป็นพระหรือนักบวชที่นับถือใช้ : Good morning, Venerable Sir. How are you?